สเตียรอยด์ สรรพคุณดั่งเวทมนต์ของปีศาจ

steroid

ในสังคมยุค 4G ผู้คนมักมีความต้องการความรวดเร็วและประสิทธิภาพเห็นผลโดยประจักษ์อย่างรวดเร็วกว่ายุคไหนๆ สเตียรอยด์ เป็นผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งที่สามารถตอบสนองได้อย่างฉับพลันทันใดและไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ในทันทีทันใด จึงมีประโยชน์มากมายในทางการแพทย์ และเนื่องจากสเตียรอยด์มีโทษมหันต์เช่นกันแพทย์จึงเลือกใช้สเตียรอยด์เป็นวิธีท้ายๆในการรักษาอันเนื่องจากมันไม่ได้เป็นการรักษาที่ต้นเหตุของโรค แต่ในระดับชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าหัวใสก็จะนำมาใช้อย่างผิดวิธีใช้อย่างพร่ำเพรื่อ เช่นกลุ่มของยาสมุนไพร ยาชุด และพวกเครื่องสำอาง เป็นต้น

มาทำความรู้จัก สเตียรอยด์ กันพอเป็นสังเขป

สเตียรอยด์ เป็นกลุ่มฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นในปริมาณเพียงเล็กน้อยเพื่อทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายให้เป็นปกติอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น ต้านการอักเสบ ลดอาการปวดต่างๆ หรือปรับความเครียด ปรับความอ่อนเพลียไม่มีแรงให้เป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานเป็นปกติ และอื่นๆอีกมากมายอย่างครอบจักรวาล

ด้วยประโยชน์ของมันนี้เอง บริษัทผู้ผลิตยาจึงสังเคราะห์สเตียรอยด์เลียนแบบสเตียรอยด์ธรรมชาติ เพื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์ เป็นยาเคมี ที่ให้ผลในเรื่องการรักษาโรคได้ดีและรวดเร็วคล้ายสเตียรอยด์ธรรมชาติ แต่แตกต่างกัน ตรงที่สเตียรอยด์เป็นยาเคมีสังเคราะห์ และมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายมากกว่า มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน มีหลายชนิดแต่ชนิดที่เรามักจะได้ยินคุ้นหู คือ เดกซาเมธาโซน และเพรดนิโซโลน

สเตียรอยด์ แบ่งได้เป็นสองกลุ่มตามลักษณะการใช้ คือ กลุ่มแรกสำหรับใช้ภายนอก พัฒนาขึ้นเพื่อให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะที่ โดยไม่จําเป็นต้องกินหรือฉีดยา จึงช่วยหลีกเลี่ยงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากยาได้เป็นส่วนใหญ่ เมื่อได้รับยากลุ่มนี้และใช้ตามคําแนะนําการใช้ยาอย่างเคร่งครัด กลุ่มที่สองใช้กินและฉีด ต้องการรักษาโรคหรือภาวะบางอย่าง จําเป็นต้องใช้ยากินหรือยาฉีดเท่านั้น เช่น อาการแพ้บาง ชนิด โรคหืดชนิดรุนแรง โรคภูมิคุ้มกันไวเกิน ผู้ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ เป็นต้น

steroid

ประโยชน์ของ สเตียรอยด์

แพทย์จะใช้ สเตียรอยด์ ในกรณีที่ไม่มียาที่รักษาอาการของโรคนั้นแล้ว หรืออาจใช้เพื่อการรักษาช่วงต้นที่เร่งด่วน เพื่อลดอาการ เช่น ใช้ต้านการอักเสบในโรคปวดข้อรูมาตอยด์ โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ และนอกจากนี้สเตียรอยด์ยังมีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน จึงมีการนำมาใช้เพื่อลดภูมิคุ้มกันในโรคแพ้ภูมิตนเองเพื่อไม่ให้โรคลุกลาม เช่น โรคเอสแอลอี (โรคพุ่มพวง), โรคสะเก็ดเงิน โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น

การรักษาสิวด้วยสบู่ธรรมชาติ

โทษของสเตียรอยด์

สเตียรอยด์ที่ผลิตด้วยร่างกายเราเพียงเล็กน้อยนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์และมีประโยชน์มาก แต่สเตียรอยด์ที่สังเคราะห์มาเลียนแบบธรรมชาตินั้นถ้าเราใช้ไม่ถูกวิธี ใช้อย่างพร่ำเพื่อ หรือใช้โดยไม่รู้ตัว จนเป็นสิ่งเสพติดแล้วละก้อจะเกิดโทษภัยเหนือความคาดหมายเลยทีเดียว เนื่องจากมีโทษที่สำคัญเราขอคัดลอกโทษของสเตียรอยด์จากเครือข่ายรณรงค์การใช้สเตียรอยด์ให้ปลอดภัยและเหมาะสม มาทั้งหมดเลย ดังนี้

  • กดภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้ติดเชื้อง่าย เป็นแผลที่ผิวหนังตามร่างกาย แขน ขา นิ้วมือ ทำให้แผลหายช้า บางรายแผลลุกลามทั่วร่างกายจนเกิดการติดเชื้อเข้าในกระแสเลือด และบางทีสเตียรอยด์อาจปิดบังอาการแสดงของโรคติดเชื้อ กว่าจะตรวจพบ เชื้อโรคก็ลุกลามรุนแรงมากจนทำให้เสียชีวิต
  • ทำให้เยื่อบุในกระเพาะอาหารบางลงและยับยั้งการสร้างเนื้อเยื่อกระเพาะ อาหารใหม่ อาจทำให้กระเพาะอาหารทะลุ หรือเลือดออกในกระเพาะอาหารโดยไม่มีอาการปวดท้องมาก่อน
  • ทำให้ ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในช่วงปกติได้ จะมีระดับน้ำตาลสูง
  • ทำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิต ให้อยู่ในช่วงปกติได้ จะมีระดับความดันโลหิตสูง แต่ไม่มีอาการเตือน เป็นภัยเงียบที่อาจทำให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตก เสี่ยงเป็นอัมพฤต-อัมพาตได้
  • ทำให้กระดูกพรุน แตกหักง่าย ดังนั้น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไขกระดูก ผู้อยู่ในวัยทอง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรตรวจภาวะกระดูกพรุนหรือปรึกษาหมอก่อนใช้ยา
  • ทำให้อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อบริเวณแขน และขาไม่มีแรง จึงปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นผิดจังหวะหรืออาจหยุดเต้นได้
  • ยาหยอดตาที่ผสมสเตียรอยด์ ใช้ต่อเนื่องนานๆอาจทำให้เป็น ต้อหิน หรือทำให้เลนส์กระจกตาขุ่นเกิดเป็นต้อกระจก หรือทำให้เกิดติดเชื้อที่ตาได้ง่าย อาจถึงขั้นตาบอด ไม่ควรซื้อยามาหยอดเอง ควรไปให้หมอตรวจและสั่งยาให้ และต้องไปตรวจซ้ำตามหมอนัดทุกครั้ง เพื่อวัดความดันภายในลูกตาซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน
  • สเตียรอยด์ชนิดยาทาภายนอก หากใช้นานๆติดต่อกัน จะทำให้ผิวหนังบาง เส้นเลือดที่ผิวหนังแตกง่าย จะเห็นรอยแตกสีม่วงแดงตามผิวหนังที่หน้าท้องและต้นขา ผิวหนังมีลักษณะเป็นมัน อักเสบมีผื่นแดง บางรายอาจเป็นสิวเห่อขึ้นทั้งตัว
  • ทำให้ อารมณ์แปรปรวนง่าย การใช้สเตียรอยด์ในขนาดสูง จะทำให้เกิดอารมณ์เป็นสุข จึงทำให้ผู้ใช้ชอบใช้จนติดยา แต่ใช้ไปนานๆอาจพบอาการที่เป็นผลข้างเคียงจากยาตามมาได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร กระสับกระส่าย ปวดศีรษะ หงุดหงิด เป็นต้น
  • การใช้สเตียรอยด์มากเกินขนาด จะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “คุชชิ่ง ซินโดรม (Cushing Syndrome)” ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการใช้สเตียรอยด์ในปริมาณที่มาก มีลักษณะที่สังเกตุได้ คือ
    • ใบหน้ากลมคล้ายพระจันทร์
    • มีไขมันพอกที่ต้นคอ ด้านหลังเป็นหนอก
    • ผิวหนังบาง มีรอยแตกสีม่วงแดงตามผิวหนังที่หน้าท้องและต้นขา
    • มีข้อมูลทางวิชาการยืนยัน ว่าผู้ที่มีอาการถึงขั้น คุชชิง ซินโดรม จะมีความเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตจากโรคไตสูงถึง 12 เท่า เสี่ยงต่อกระดูกหักจากกระดูกผุ 23 เท่า
  • เมื่อร่างกายได้รับสารสเตียรอยด์เป็นเวลานานร่างกายจะหยุดสร้างสเตียรอยด์ตามธรรมชาติ ที่เคย สร้างเอง ดังนั้นเมื่อผู้ใช้หยุดใช้ยานี้อย่างกะทันหันจะทำให้ร่างกายขาดสเตียรอยด์อย่างฉับพลัน อาจเกิดภาวะช็อก หมดสติและเสียชีวิตได้หากนำส่งโรงพยาบาลไม่ทัน ดังนั้นหากสงสัยว่ากินสเตียรอยด์จากการซื้อมาเอง ไม่ใช่การรักษาโดยหมอ อย่าหยุดยาเอง ขอให้รีบไปปรึกษาหมอให้เร็วเพื่อหาทางลดยา

การรับสเตียรอยด์เข้าสู่ร่างกาย

การรับสเตียรอยด์ของคนเราจะมีทั้งตั้งใจรับหรือรับเข้าไปโดยไม่รู้ตัว การรับสเตียรอยด์โดยตั้งใจมักจะเป็นการสั่งยาโดยแพทย์เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยซึ่งไม่มีความน่าเป็นห่วงแต่อย่างใด แต่การรับ สเตียรอยด์ โดยไม่ได้ตั้งใจซึ่งจะมีอันตรายอย่างมากเพราะเราไม่ทราบเลยว่าได้รับสเตียรอยด์ไปแล้ว เมื่อรู้ตัวก็ดูเหมือนว่าจะสายเกินไปและเป็นการเสพติดสเตียรอยด์เสียแล้ว หนทางที่จะรับสเตียรอยด์เข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัวซึ่งมักจะมากับผลิตภัณฑ์ประเภทยาโดยเฉพาะยาพื้นบ้านสมุนไพร ยาชุด ยาที่โฆษณาคุณประโยชน์ร้อยแปดพันประการ แต่เมื่อใช้แล้วก็เห็นผลทันตา มักจะพบเห็นผู้สูงอายุในชนบท จะได้รับยาประเภทนี้ และอีกอย่างหนึ่งที่กำลังระบาดในกลุ่มวัยรุ่น คือพวกครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ซึ่งมีการตรวจพบในครีมแบ่งขายที่ไม่ผ่าน อย.

นพ.ชูชัย ตั้งเลิศสัมพันธ์ อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ผลข้างเคียงจากการใช้ครีมสเตอรอยด์ ดังนี้ ประเภทเฉียบพลัน คือ การเกิดสิว โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและหน้าอก ลักษณะเป็นตุ่มแดง ไม่มีหัว หนองหรือไขมันอุดตัน, รอยโรคเดิมเป็นมากขึ้น เกิดจากการใช้ยาผิดโรค เช่น โรคกลากเกลื้อน, เกิดผื่นแพ้สัมผัส เกิดจากการแพ้สารกันบูดหรือน้ำหอมที่ใส่ในครีม ประเภทเรื้อรัง คือ ทำให้ผิวหน้าบางลง ออกแดดไม่ได้จะแสบร้อน หลอดเลือดใต้ผิวหนังเปราะแตกง่าย ขนยาวขึ้นบริเวณทายา เกิดสิวและผื่นอักเสบรอบปาก เกิดภาวะ “ติดยา” เป็นประเด็นปัญหาที่พบบ่อยในเมืองไทยและรักษายาก ภาวะนี้เกิดจากใช้ครีมสเตอรอยด์เป็นเวลานาน เวลาหยุดยาแล้วจะแดง หรือโรคผิวหนังอักเสบเดิมจะเป็นมากขึ้น ทำให้หยุดใช้ยาไม่ได้ นอกจากนี้จะไปกดการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมักเกิดจากการใช้ครีมสเตอรอยด์ชนิดแรงเป็นเวลานานโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ” (ที่มา : เดลินิวส์)

ของการกลางสเตียรอยด์
ของกลางสเตียรอยด์ ที่ยึดและมีการตรวจพบสเตียรอยด์

วิธีเบื้องต้นในการสังเกตุตัวเองว่าติดสเตียรอยด์หรือไม่

มีวิธีง่ายๆ ที่จะรู้ได้ว่าตัวเองติดสเตียรอยด์หรือไม่ดังนี้

  • หลังจากกินยาหรืออาหารเสริมบำรุงสุขภาพ ชนิดนี้แล้ว อาการปวดเมื่อยหายไปอย่างรวดเร็ว
  • เจริญอาหาร หิวบ่อย กินอาหารได้เยอะขึ้น
  • ใบหน้าบวมแดงจนเห็นเส้นเลือดฝอย
  • ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมักจะมีการโฆษณาอวดอ้างเกินจริง เช่น อ้างว่าสามารถรักษาโรคได้สารพัดโรค แบบ ครอบจักรวาล รวมถึงสามารถรักษาโรคที่การแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคเบาหวาน อัมพาต มะเร็ง
  • การขายมักเป็นการบอกต่อๆกัน ส่วนสถานที่ขายก็มักจะไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอน เช่น ขายทางรถเร่ ส่งทางไปรษณีย์ หากมีผู้รับมาขายต่อในชุมชน ก็มักไม่สามารถระบุแหล่งผลิตหรือผู้ขายได้อย่างชัดเจนแน่นอน
  • มักใช้เลขทะเบียนตำรับยาปลอม (ผู้บริโภคสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่เวปไซต์ของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา http://www.fda.moph.go.th คลิ๊กเลือก ข้อมูลผลิตภัณฑ์ หรือสอบถามได้ที่ 0-2590-7191

การรักษาหยุดยาสเตียรอยด์

สำหรับผู้ที่กินยาที่อยู่กลุ่มเสี่ยงชนิดต่างๆ เช่น สมุนไพรประดง ยาลูกกลอน หรือยาแผนโบราณอื่นๆที่อาจมีสเตียรอยด์ผสมอยู่ ไม่ควรหยุดยาด้วยตนเอง เนื่องจากยาในรูปแบบดังกล่าวมักมีการผสมสเตียรอยด์ลงไป ในปริมาณมากกว่ายาปกติ เคยตรวจพบว่าบางชนิดมีสเตียรอยด์ผสมอยู่ทั้ง 2 ตัว ทั้งเดกซาเมธาโซน และ เพรดนิโซโล นอกจากนี้ยังมีข้อมูลตรวจพบว่ามีปริมาณสเตียรอยด์ผสมมากถึง 10 เท่า ถ้าหากผู้ใช้ยาหยุดใช้ยาอย่างกะทันหัน อาจจะทำให้เกิดภาวะช็อกได้ ดังนั้นวิธีปฏิบัติที่แนะนำคือ ให้ผู้ที่ใช้ยาพร้อมทั้งนำยาที่ตนเองใช้ไปที่พบหมอเพื่อขอให้ตรวจสอบว่ายานั้นมี สเตียรอยด์ผสมอยู่หรือไม่ และหมอจะได้ทำการตรวจร่างกายดูความผิดปกติเพื่อจะรักษาหรือป้องกันได้ถูกทางและหากผู้ใช้ยาหรือผู้เกี่ยวข้อง

สบู่ว่านหางจระเข้ aloe vera cold process soap

ที่มาของข้อมูล :

เครือข่ายรณรงค์การใช้สเตียรอยด์ให้ปลอดภัยและเหมาะสม

บทความเผยแพร่ของ อาจารย์ เภสัชกร ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง
ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เดลินิวส์ “ระวังภัยครีมทาผิว…..”

 

ใส่ความเห็น