ผักเชียงดา ผักพื้นบ้านช่วยต้านเบาหวาน

ผักเชียงดา

ในสังคมยุคใหม่ผู้คนมีการใช้ชีวิตในแบบแผนที่แตกต่างไปจากในอดีต การบริโภคและการเผาผลาญพลังงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากในอดีต ส่งผลให้ผู้คนเป็นโรคหลายโรคเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากวิถีแห่งการใช้ชีวิตสมัยใหม่ เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคที่เกิดมาพร้อมกับวิธีการใช้ชีวิตสมัยใหม่ และ ผักเชียงดา ก็เป็นหนทางแห่งการรักษาโรค

รู้จักโรคเบาหวานกันพอสังเขป

ในทางการแพทย์แบ่งเบาหวานออกเป็นสี่ชนิดคือ เบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดที่ 2 เบาหวานชนิดอื่นๆ และสุดท้ายเบาหวานในสตรีมีครรภ์ แต่เราจะพูดถึงเบาหวานสองชนิดหลักๆที่เป็นกันมากๆคือ

เบาหวานชนิดที่ 1 คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปรกติ (ค่าปรกติ 70-110 มก./ดล.)เนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินสุลินได้เนื่องจากกลุ่มเซลเบต้าถูกทำลายโดยภูมิคุ้มของตัวเองที่ไวเกินไป องค์การอนามัยโลกบัญญัติคำจำกัดความของเบาหวานชนิดที่ 1 ให้เข้าใจตรงกันทั่วโลกว่า ถ้าผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลสูงกว่าปรกติ  โดยไม่มีระดับอินสุลินในเลือดเลย แต่เซลส่วนอื่นของตับอ่อนได้แก่เซลอัลฟ่า เซลผลิตน้ำย่อยอาหารทำงานปรกติดี  ให้เรียกเบาหวานแบบนี้ว่าเบาหวานชนิดที่ 1 เขียนง่ายๆ ว่า DM1 เบาหวานประเภทนี้พบในคนไทยและคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้อยมาก ส่วนมากพบกัยคนที่อยู่ในแถบสแกนดิเนเวีย

เบาหวานชนิดที่ 2 คือภาวะร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าเกณฑ์ 126 มก./ดล.อันเนื่องมาจากร่างกายสามารถสร้างอินสุลินได้ปรกติ หรือมากกว่าปรกติด้วยซ้ำ  แต่อินสุลินที่มีไม่สามารถออกฤทธิ์นำน้ำตาลเข้าไปในเซลได้  หรือถ้ามีน้ำตาลบางส่วนเข้าไปในเซลได้  อินสุลินก็ไม่สามารถทำให้เกิดการเผาผลาญเพื่อเกิดเป็นพลังงานได้ตามปรกติ และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร จากงานวิจัยของ ศจ.เจมส์ วี นีลส์ ชี้ให้เห็นว่ามีกลุ่มโรคอยู่ชนิดหนึ่งที่เป็นผลพวงของวิวัฒนาการ  ช่วงเวลาหลายล้านปีสมัยที่มนุษย์ยังอาศัยอยู่ในถ้ำ  ขบวนการวิวัฒนาการนี้ช่วยให้มนุษย์สามารถคงอยู่ ไม่ตายจากการขาดแคลนอาหาร (หรืออีกนัยหนึ่งไม่ตายจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ) แต่เมื่อโลกมีการเปลี่ยนไป ขบวนการวิวัฒนาการนี้กลับทำให้มนุษย์เกิดโรค กลุ่มโรคชนิดนี้มีโรคเบาหวานรวมอยู่ด้วย กล่าวคือบรรพบุรุษเขาคือกลุ่มคนที่แข็งแรง  สามารถเอาชนะความขาดแคลนอาหารและภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงมาได้  เขาคือกลุ่มคนที่มีชีวิตที่แอคทีฟขี่ม้าล่าสัตว์  แต่ในปัจจุบันลูกหลานของเขาไม่ต้องเผชิญความขาดแคลนแบบนั้นอีก ความแอคทีฟที่เคยมีในปู่ทวดหลายร้อยชั่วคนก็หดหายไปด้วย  แต่วิวัฒนาการของยีนส์นั้นไม่ทันกับความเจริญของยุคสมัย สภาวะดื้อต่ออินสุลินยังคงมีอยู่ในเซลของลูกหลาน  จึงปรากฏออกมาเป็นโรคเบาหวาน

ผักเชียงดา
ผักเชียงดา โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช คลองไผ่ สีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา

ผักเชียงดา ผักพื้นบ้านที่ช่วยรักษาเบาหวานได้

ผักเชียงดา ที่พบในภาคเหนือของไทยส่วนมากเป็น ผักเชียงดา ในสายพันธุ์ Gymnema inodorum ซึ่งอยู่ในสกุล Gymnema และอยู่ในวงศ์  Asclepiadacecae เป็นไม้เถาเลื้อย ลักษณะของใบเป็นใบเดี่ยว มีสีเขียวเข้ม ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวเรียบ ไม่มีขน ส่วนของลำต้นมีสีเขียวและ มียางสีขาว พบปลูกอยู่ทั่วไปในบริเวณภาคเหนือของไทย คนเหนือนิยมเอาไปประกอบอาหาร

ดร.จักรพันธุ์ เนรังษี กลุ่มวิจัยวัตถุดิบทางเภสัชกรรม ได้เขียนบทความสรุปงานวิจัยเกี่ยวกับผักเชียงดาที่มีผลต่อโรคเบาหวานลงใน R&D NEWSLETTER ปีที่ 22 ฉบับที่ 4 ประจำเดือน ตุลาคม – ธันวาคม 2558 ขององค์การเภสัชกรรม เราคัดลอกมาให้อ่านเฉพาะช่วงของงานวิจัยเพื่อยืนยันว่าผักเชียงดามีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเบาหวานได้จริง ดังนี้

Gymnema Sylvestre เป็นผักเชียงดาอีกสายพันธุ์หนึ่งที่เจริญเติบโตได้ดีในป่าเขตร้อนในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวานมานานแล้ว จากการศึกษาของ Shanmugasundaram6 พบว่า เมื่อให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิด type 1 ได้รับ Gymnema ชนิดผง ในปริมาณ 200 มิลลิกรัม วันละสองครั้ง โดยเป็นการได้รับเพิ่มเติมจากการที่ได้รับอินซูลินเป็นปกติอยู่แล้ว ผลปรากฏว่าปริมาณของ glycosylated hemoglobin (HbA 1c) ลดลงจากเดิมอย่างมากจาก 12.8 % เป็น 9.5 % ภายในระยะเวลา 6 เดือน นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกว่าสารสกัดในชั้นแอลกอฮอล์ของ Gymnema Sylvestre มีผลต่อการหลั่งของอินซูลินจากไอส์เล็ตส์ออฟแลงเกอร์ฮานส์ (Islets of Langerhans) และ ß-cell lines ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์ในตับอ่อนโดย GS4 (Gymnemic acid-enriched fractions) จะกระตุ้นการหลั่งอินซูลินเพียงอย่างเดียว โดยปราศจากกระตุ้นในส่วนอื่น ๆ

สำหรับผักเชียงดาในสายพันธุ์ Gymnema inodorum ซึ่งจะพบมากทางตอนเหนือของไทย ก็จัดอยู่ในสกุลเดียวกับ Gymnema Sylvestre แต่ผักเชียงดาทั้งสองสายพันธุ์นี้มีความแตกต่างกันที่ Gymnema inodorum เมื่อรับประทานแล้วจะไม่มีรสขมและจะไม่มีฤทธิ์ในการยับยั้งรสหวานในอาหาร แต่ยังสามารถยับยั้งการดูดซึมกลูโคสในทางเดินอาหารได้ โดยพบว่าส่วนของสารสกัด saponin ที่ได้จากใบของ Gymnema inodorum สามารถยับยั้งการดูดซึมกลูโคสในทางเดินอาหารของหนูตะเภาได้9 นอกจากการทดลองในสัตว์แล้ว ยังได้มีการศึกษาในกลุ่มคนของผู้ที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โดยศึกษาการยับยั้งการดูดซึมกลูโคสในทางเดินอาหารจากการรับประทานชาชงจากผักเชียงดา Gymnema inodorum ซึ่งได้ทำการทดสอบความสามารถในการลดระดับกลูโคสในเลือด (Oral glucose tolerance test) จากกลุ่มตัวอย่างที่รับประทานชาชงหลังจากรับประทานกลูโคสทันทีหรือหลังจากรับประทานกลูโคสเป็นเวลา 15 นาที โดยพบว่าระดับน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อเพิ่มปริมาณการบริโภคของชาเป็นสองเท่า พบว่าปริมาณของกลูโคสลดลงมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีแรก ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าผักเชียงดาสามารถ
ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ นอกจากนี้ได้ศึกษาอีกกรณีหนึ่ง โดยให้กลุ่มตัวอย่างรับประทานชาชงทุกวันเป็นระยะเวลา 28 วัน แล้วทำการวัดระดับกลูโคสในพลาสมา (Fasting plasma glucose) พบว่าไม่มีการลดลงของระดับกลูโคสในพลาสมาในร่างกาย แสดงให้เห็นว่าการรับประทานชาชงจากผักเชียงดาไม่มีพิษต่อตับ

ปรับวิถีชีวิตให้เข้าใกล้บรรพบุรุษจึงเป็นการรักษาเบาหวานที่ยั่งยืน

เนื่องจากคุณประโยชน์ของผักเชียงดาที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้จึงได้มีการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆออกมาจำหน่ายหลายรูปแบบ ตั้งแต่สารสกัด เป็นผงแคปซูล และทำเป็นชาออกมาจำหน่ายอย่างหลากหลาย เกษตรกรทางภาคเหนือเองก็เริ่มปลูกผักเชียงดาเพื่อการค้ากันบ้างแล้ว จะอย่างไรก็ตามแม้ว่าผักเชียงดาจะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ แต่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เป็นกันมากนี้จะเกิดขึ้นจากพันธุกรรม และการมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากบรรพบุรุษของมนุษย์ปัจจุบันอันมีผลต่อการเป็นโรคเบาหวานอย่างมาก เพื่อไม่ให้ภัยจากโรคเบาหวานมาคุกคามเราซึ่งเป็นมนุษย์ยุคใหม่ควรปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีพให้ใกล้กับบรรพบุรุษเพื่อให้ยีนวิวัฒนาการได้ทัน เช่น การกินให้น้อยลง การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำร่างกายให้กระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา อันเป็นการเลียนแบบบรรพบุรุษของเราที่อยู่ในสภาวะขาดแคลนอาหาร และมีความเป็นอยู่ที่ตื่นตัวตลอดเวลา มีกิจกรรมในการออกกำลังกายเสมอๆ

Tumeric-Tanaka-Soap
สบู่ขมิ้นทานาคา เคล็ดลับความงามของสาวเอเชีย ผลิตด้วยวิธีธรรมชาติแบบ Cold Process

ข้อมูลจาก:

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย

R&D NEWSLETTER ปีที่ 22 ฉบับที่ 4 ประจำเดือน ตุลาคม – ธันวาคม 2558 ขององค์การเภสัชกรรม

 

ใส่ความเห็น