ประโยชน์ของชา ประวัติความเป็นมา และชาประเภทต่างๆ

ว่ากันว่าการดื่มชาเริ่มขึ้นที่เอเชียเรานี่เอง โดยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการดื่มชากันครั้งแรกหลายตำนานด้วยกัน บ้างก็ว่าเริ่มเมื่อสองพันกว่าปีก่อนคริสตกาลมาแล้วที่ประเทศจีน ในสมัยพระเจ้าเสินหนิง (Shen Nung) พระองค์ทรงต้มน้ำดื่มใกล้ๆต้นชา บังเอิญกิ่งชาได้หลนใส่หม้อต้มน้ำ ทำให้เกิดกลิ่นหอม และพระองค์ก็ทรงทดลองดื่มดู และทำให้รู้สึกว่าสดชื่นแจ่มใสเสียนี่กระไร จากการค้นพบโดยบังเอิญครั้งนี้ทำให้การดื่มชาเป็นที่นิยมแพร่หลายในเมืองจีน และอีกเรื่องเล่าหนึ่ง ในสมัยหนึ่งเกิดมีอหิวาตกโรคระบาดในประเทศจีน เกี้ยอุ๊ยซินแส เห็นว่าชาวบ้านดื่มน้ำสกปรกอันเป็นสาเหตุของการระบาดของอหิวาตกโรค ทำให้ผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก จึงได้แนะนำให้ชาวบ้านต้มน้ำดื่ม เพื่อให้ชาวบ้านเชื่อและกินน้ำต้ม เกี้ยอุ๊ยซินแส จึงเสาะหาใบไม้เพื่อใส่ลงไปในน้ำต้มให้น้ำต้มมีกลิ่นหอมเพื่อที่ชาวบ้านจะได้กิน และก็ค้นพบว่ามีใบไม้ชนิดหนึ่งเมื่อต้มแล้วจะส่งกลิ่นหอมมาก และเมื่อดื่มจะมีรสฝาดๆ และเมื่อดื่มแล้วจะแก้อาการท้องร่วงได้ เมื่อได้ผลชาวบ้านจึงพากันนำใบไม้ชนิดนี้ต้มน้ำดื่มเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา และตอนหลังจึงรู้ว่าต้นใบไม้ชนิดนี้คือใบชา นี่คือ ประโยชน์ของชา ที่ค้นพบในครั้งแรกๆ

การก็บใบชา
การก็บใบชา

การแพร่หลายของการดื่มชา

ประเทศแรกๆที่วัฒนธรรมการดื่มชาแพร่เข้าไปถึงคือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีลักษณะประเทศที่ใกล้เคียงกัน โดยมีการนำเมล็ดชาจากจีนเข้าไปปลูกในประเทศญี่ปุ่น โดยคณะพระและทูตที่มาศึกษาเกี่ยวกับพระศาสนาในจีนได้นำกลับไปปลูก และมีการปลูกและดื่มแพร่หลายในญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1191 เป็นต้นไป ต่อมาในยุคล่าอาณานิคม ช่วง ศตวรรษที่ 18-19 บริษัทอีสอินเดียของอังกฤษ ได้นำชาจากประเทศจีนไปเริ่มปลูกในอินเดียแบบเป็นจริงเป็นจังในแคว้นอัสสัม เพื่อลดการผูกขาดการค้าชาของประเทศจีน

ในประเทศศรีลังกาอันมีชาเลื่องชื่อคือชาซีลอน Ceylon tea จริงๆแล้วก่อนที่เกาะซีลอนจะปลูกชา ผู้ปกครองชาวอังกฤษได้ทำการปลูกกาแฟที่เกาะนี้มาก่อนและได้ผลดีด้วยทำให้กาแฟเป็นพืชเศษฐกิจของเกาะซีลอนในช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นแหล่งกาแฟที่ส่งไปอังกฤษที่สำคัญ  แต่กลับเกิดโรคระบาดทำให้เศรษฐกิจของเกาะซีลอนปั่นป่วนไปในช่วงนั้น แต่ในช่วงนายเจมส์ เทเลอร์ ชาวสก๊อตแลนด์ ได้ทำการปลูกชาบนพื้นที่ของเขาและประสบความสำเร็จสามารถส่งชาออกไปขายยังอังกฤษได้ ทำให้ชาวสวนในเกาะซีลอนหันมาดูงานและปลูกชาตามนายเทเลอร์จนกระทั่งทั้งเกาะซีลอนได้โค่นต้นกาแฟเพื่อปลูกชา จนเป็นพืชเศรษฐกิจของศรีลังกามาจนปัจจุบันนี้ เกาะซีลอนเป็นอีกชื่อหนึ่งของประเทศศรีลังกา

วัฒนธรรมดื่มชาเข้าสู่ยุโรป ชาวอังกฤษเป็นชาติแรกที่นำชาเข้ามาสู่ทวีปยุโรป โดยนำเข้ามาจากจีนช่วง ค.ศ. 1657 และผูกขาดการนำเข้าชาโดยบริษัทอีสอินเดียของอังกฤษ ตั้งแต่สมัยยุคล่าอณานิคมเป็นต้นมา ชาวอังกฤษได้ซึมซับเอาวัฒนธรรมการดื่มชาเข้าไปอย่างรวดเร็วและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และต่อมาก็แพร่นิยมไปสู่ฝรั่งเศสและรัสเซีย

การชงชาแบบจีน
การชงชาแบบจีน

ชาชนิดต่างๆ

ต้นชา ชื่อวิทยาศาสตร์: Camellia sinensis ใบ ยอดอ่อน และก้าน ถูกนำไปผ่านกรรมวิธีและกระบวนการต่างๆจนกลายเป็นชาชนิดต่างๆ ซึงพอจะแบ่งออกได้ตามกรรมวิธีที่ผลิตได้ดังนี้

  • ชาดำ Black Tea เป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมักอย่างสมบรูณ์ (Completely-fermented tea) ใบชาจะถูกผึ่งให้เอนไซม์ polyphenol oxidase เร่งปฏิกิริยาอย่างเต็มที่ ซึ่ง polyphenols จะถูก oxidized อย่างสมบรูณ์เกิดเป็นสารประกอบกลุ่ม Theaflavins และ Thearubigins ทำให้ชาดำมีสีน้ำตาลแดง
  • ชาอู่หลง เป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมักเพียงบางส่วน (Semi-fermented tea) ก่อนหยุดปฏิกิริยาของเอนไซม์ด้วยความร้อน กรรมวิธีการผลิตจะมีการผึ่งแดด (withering) ประมาณ 20-40 นาที ภายหลังผึ่งแดดใบชาจะถูกผึ่งในร่มอีกครั้งพร้อมเขย่ากระตุ้นให้ชาตื่นตัว การผึ่งนี้เป็นกระบวนการหมักซึ่งทำให้เอนไซม์ polyphenol oxidase เร่งปฏิกิริยา oxidation และ polymerization ของ polyphenols ทำให้เกิด dimers และสารประกอบเชิงซ้อนของ polyphenols สารประกอบที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ชาอู่หลงมีกลิ่นและสีที่แตกต่างไปจากชาเขียว น้ำชาอู่หลงจะมีสีเหลืองอมเขียว และสีน้ำตาลอมเขียว
  • ชาเขียว Green tea เป็นชาที่ไม่ผ่านกระบวนการหมัก (Non-fermented tea) กรรมวิธีการผลิตเริ่มจากการหยุดการทำงานของเอนไซม์ Polyphenol oxidase ที่อยู่ในใบชาสดโดยการอบด้วยไอน้ำ (steaming) หรือการคั่วบนกระทะร้อน (pan firing) เพื่อทำให้เอนไซม์ polyphenol oxidase ไม่สามารถเร่งปฏิกิริยา oxidation และ polymerization ของ polyphenols ที่อยู่ในใบชาได้ เสร็จแล้วนำไปนวด (rolling) เพื่อทำให้เซลล์แตกและนวดเพื่อให้ใบชาม้วนตัว จากนั้นนำไปอบแห้ง สีของน้ำชาประเภทนี้จะมีสีเขียวถึงเขียวอมเหลือง
  • ชาผู่เอ๋อร์ เป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมักบางส่วน (Semi-fermented tea) ส่วนมากนิยมอัดเป็นก้อนแล้วนำไปบ่มเป็นเวลานานนับปียิ่งบ่มนานยิ่งราคาแพง
  • ชาขาว เป็นชาที่ผลิตจากยอดหรือก้านอ่อน ไม่ผ่านกระบวนการหมักเลย จากนั้นจึงทำให้แห้ง น้ำชาที่ได้จะออกสีเหลืองอ่อน

ยังมีชาอีกชนิดที่เรียกว่าชาแต่ไม่ใช่ชาคือชาสมุนไพร เป็นการนำสมุนไพรมาชงเพื่อดื่ม โดยไม่มีส่วนผสมของต้นชา (Camellia sinensis) แม้แต่น้อย

หลากหลายชนิดของชา
หลากหลายชนิดของชา

ประโยชน์ของชา เมื่อดื่มเป็นประจำ

  • ชาประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ประเภทฟลาโวนอยด์ หลายชนิด เช่น  Epigallocatechin gallate (EGCG) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง โดยมีฤทธิ์มากกว่าวิตามินอีถึง 20 เท่า สารต้านอนุมูลอิสระคาเทซินนี้ สามารถจับตัวกับสารอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูง การดื่มชาเป็นประจำจึงทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเหล่านี้
  • การดื่มชาเป็นประจำช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งเต้านม เนื่องจากสารคาเทซินในชามีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง
  • ชาช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ ชามีสารคาเทซินช่วยลดการเกร็งในเส้นเลือดฝอย ช่วยลดตะกอนในเส้นเลือดฝอย ช่วยลดความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด และช่วยลดความเสี่ยงจากโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต จากอาการเส้นเลือดตีบตัน การดื่มชาเป็นประจำยังช่วยลดการเกิดออกซิเดชันของคลอเรสเตอรอล ลดการสะสม และการสร้างตะกอนในเส้นเลือดจากโคเลสเตอรอล ลดการเกิดเส้นเลือดแข็งตัวตีบตัน และลดความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
  • ชาช่วยลดน้ำตาลในเลือด  ชาประกอบไปด้วยสารโพลิฟีนอล ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และยับยั้งการทำงานของอไมเลส ซึ่งเป็นเอนไซน์ช่วยย่อยแป้งและเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล ทั้งที่ในปากและลำไส้เล็ก และชาเขียวยังช่วยลดการดูดซึมของกลูโคลสของลำไส้ได้
  • ชาช่วยยับยั้งโรคในช่องปากได้ การดื่มชาเป็นประจำ สารโพลีฟีนอลในชา มีคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากได้
  • การดื่มชาช่วยรักษาโรคท้องร่วงได้ สารโพลีฟีนอล มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ซึ่งสามารถฆ่าสปอร์ของ Clostridium botulinum ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ
  • การดื่มชาเป็นประจำทำให้ไม่อ้วน ในชามีสารที่สำคัญคือโพลิฟีนอล ซึ่งมีคุณสมบัติที่สำคัญคือช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซน์ Catechol-O-methyl transferase จึงช่วยกระตุ้นการสร้างความร้อนของร่างกาย และมีส่วนในการช่วยเผาผลาญพลังงาน อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการชะลอการปล่อยกลูโคลสเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดการชะลอการสร้างอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งเสริมให้ร่างกายสะสมไขมัน
  • การดื่มชา ช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลาย ในชามีสาร    L-Theanine เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ซึ่งสารตัวนี้ ออกฤทธิ์กับประสาทส่วนกลาง ช่วยให้สมองปลดปล่อยคลื่นสมองอัลฟ่าให้มากขึ้น และลดการปลดปล่อยคลื่นสมองเบต้า ทำให้ช่วยผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด ทำให้จิตใจสงบไม่ตรึงเครียด ไม่หงุดหงิด สมองจะสามารถจัดลำดับความคิดได้ดีขึ้น
  • การดื่มชาเป็นประจำทำให้ชะลอความแก่ได้  มีผลการศึกษาเกี่ยวกับการชะลอความแก่ของเซลพบว่าคนที่ดื่มชาเป็นประจำมีเซลที่มีอายุอ่อนกว่าคนที่ไม่ดื่มชา
  • การดื่มชาเป็นประจำทำให้การเสื่อมของกระดูกลดลง
SIRI HERBAL TEA
ชาเขียวใบหม่อน ลดคอลเรสเตอรอล ลดความดัน – SIRI HERBAL TEA

ข้อเสียของการดื่มชา

การดื่มชามีข้อเสียที่สำคัญอยู่ประการหนึ่งคือ การดื่มชาเป็นประจำอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายเนื่องจาก สารแทนนิน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระตัวหนึ่งในชา สามารถไปรบกวนการดูดซึมของธาตุเหล็กที่มาจากพืชที่เรากินเข้าไป ส่งผลให้ปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายเราลดต่ำลงได้

เทคนิคในการดื่มชาให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย

สิ่งที่สำคัญของการดื่มชาให้มีประโยชน์ต่อร่างกายคือต้องหลีกเลี่ยงการเติมสารประเภทให้ความหวาน เช่น น้ำตาล ครีม นม และสารแทนความหวานอื่นๆ เราควรดื่มชาที่ชงจากน้ำร้อนเปล่าๆ จะเป็นการดื่มขณะร้อนหรือเย็นก็ได้ อย่างไรก็ตามถ้าท่านต้องการความหวานในการดื่มชา แนะนำให้เติมน้ำผลไม้ลงไปในชา

ในกรณีที่เป็นคนดื่มชาเป็นประจำจะทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชถูกรบกวนได้ เราจึงควรทานอาหารที่ให้ธาตุเหล็กจากสัตว์ แต่ถ้าคุณเป็นมังสวิรัต หรือ เป็นผู้ที่ทานเจ ก็ควรจะหาพืชผักที่มีวิตามินซีสูงทานไปด้วย เพราะพืชผักที่มีวิตามินซีสูงจะช่วยให้ร่างกายเพิ่มความสามารถในการดูดซับเอาธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นไปด้วย จากการศึกษาวิจัยสามารถเพิ่มความสามารถดูดซับธาตุเหล็กได้ถึง 85% เลยทีเดียว

banner-overlay-youtube-detox-soap

ใส่ความเห็น