น้ำปรุงไทย น้ำหอมไทย มนต์ตราแห่งกลิ่นหอมของดอกไม้ไทย

น้ำปรุงไทย

น้ำปรุงไทย น้ำหอมไทย แท้ที่จริงแล้วก็คือน้ำหอมทั่วๆไป การทำก็มีขั้นตอนและหลักการคล้ายๆน้ำหอมที่ฝรั่งทำ เพราะความจริงแล้วมันเป็นศาสตร์การทำน้ำหอมของฝรั่ง การเข้ามาสู่ประเทศไทยตอนไหนไม่ทราบแน่ชัดนัก แต่ตามคำบอกเล่าเรื่องราวจากในรั้วในวัง กล่าวว่า เจ้าคุณประยุรวงศ์ (คุณแพ บุนนาค) คุณแพเป็นบุตรสาวเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ในสกุลบุนนาค เป็นผู้ริเริ่มในการทำเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕ เนื่องจากเกรงพระราชอาญา จากการทำน้ำหอมพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พลัดตกลงมาแตก จึงคิดค้นหาวิธีทำน้ำหอมขึ้นมาทดแทนของเดิมที่แตกลง

ต้นกำเนิดของ น้ำปรุง น้ำหอม Perfume

น้ำปรุง หรือในภาษาปัจจุบันนี้เรียกว่าน้ำหอม แต่โดยมากน้ำปรุงนี่ใช้เรียกน้ำหอมไทย ส่วนน้ำหอมนี่ใช้เรียกน้ำหอมฝรั่ง แต่ทั้งสองอย่างก็เป็น Perfume คำว่า Perfume นี่เป็นภาษาละติน มาจากคำสองคำคือ Per แปลว่าส่งผ่าน และคำว่า Fume แปลว่าควัน ผู้คนค้นพบน้ำหอมด้วยความบังเอิญจากการสูดดมกลิ่นควันของไม้ที่ถูกเผา และสังเกตุพบว่ามันมีกลิ่นหอมที่น่าประทับใจ และได้นำมาใช้ในการบูชาเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา โดยมีความคิดว่ากลิ่นหอมพวกนี้จะทำให้พระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์พึงพอใจ และบันดาลให้พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตดี เข้าป่าล่าสัตว์ก็ประสบความสำเร็จ และดลบรรดาลให้สภาพอากาศสดใสไม่แปรปรวน

เมื่อชุมชนและบ้านเมืองมีความเจริญมากขึ้น และมีการค้าขายกัน ไม้หอมและยางไม้พวกนี้จึงถูกนำมาเป็นสินค้า เช่น Frankinsence, Myrrh, Benzoin, Balsam และได้ถูกนำมาใช้ในพิธีทางศาสนา เช่นในการบูชายันต์ก็จะใช้ไม้หอมพวกนี้โยนลงในกองไฟเพื่อให้เกิดกลิ่นหอมดับกลิ่นเหม็นจากการเผาสัตว์

จนกระทั่งมาถึงยุคอียิปต์ ชาวอียิปต์ได้เริ่มใช้น้ำหอมสำหรับบุคคล ซึ่งดอกไม้เริ่มเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำของพวกเขา กลิ่นของดอกไม้เหล่านี้จะติดตรึงในแต่หละบุคคล พวกเขาใช้กลิ่นของดอกไม้ตามตัวราวกับว่ามันเป็นของขวัญจากเทพเจ้า มีบางคนที่มีหัวคิดดีได้เปลี่ยนกลิ่นหอมของดอกไม้เหล่านั้นไปเป็นน้ำมัน ซึ่งสามารถใช้ทาตามตัวเพื่อให้มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  เทคนิคการสกัดกลิ่นหอมโดยใช้น้ำมันนี้ทำให้ชาวอิยิปต์สามารถทำกรวยน้ำหอม เพื่อใช้วางบนศรีษะของแขกที่มาในงาน เมื่อความร้อนในร่างกายเข้าไปสัมผัสกับน้ำมันหอม กลิ่นหอมก็จะระเหยออกมา ทำให้แขกที่และผู้ร่วมงานนั้นเกิดความอภิรมย์และพึงพอใจ

การสกัดกลิ่นหอมจากดอกไม้ด้วยน้ำมันนี้ได้รับการแพร่หลายมานับศตวรรษ วิธีการก็คือบดหรือบีบดอกไม้หรือสมุนไพรแล้วนำไปแช่ในโถน้ำมันจนกลิ่นนั้นแพร่เข้าผสมในน้ำมัน ในปัจจุบันนี้วิธีสกัดเอากลิ่นก็มีหลายเทคนิคด้วยกันซึ่งได้คุณภาพที่ดีกว่า

ในช่วงแรกๆการทำน้ำหอมมักทำเพียงกลิ่นเดียวจากดอกไม้หรือสมุนไพรชนิดใดชนิดหนึ่ง ไม่มีการผสมผสานกลิ่น เป็นอยู่อย่างนี้จนถึงปี ค.ศ. 1370 ศิลปะในการผสมน้ำหอมได้เริ่มนำแอลกอฮอล์มาใช้ในราชินีอลิซาเบธของฮังการี และเป็นที่นิยมแพร่กระจายไปทั่วทั้งยุโรป

เมื่อถึงยุคเรอเนซองส์ การทำน้ำหอมก็ได้ก้าวกระโดดไปอีกขั้นหนึ่ง เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศของประเทศอิตาลีมีความเหมาะสมในการเติบโตของดอกไม้และสมุนไพรที่ใช้ทำน้ำหอมทำให้มีวัตถุดิบในการผลิตอย่างมากมาย ส่งผลให้ประเทศอิตาลีในขณะนั้นมีนักผลิตน้ำหอมมากมายและมีความสามารถในการผสมผสานกลิ่นในหลายๆได้อย่างเป็นเอกลักษณ์จนเป็นสัญลักษณ์ของน้ำหอมที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

แคทเธอรีน เดอ เมดิซี น้ำปรุงไทย
Catherine_de’_Medici

เมื่อเจ้าหญิง Catherine de Medici แห่งอิตาลีได้แต่งงานกับกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส พระเจ้าอ็องรีที่ 2 เธอได้นำนักผสมน้ำหอมส่วนตัว Rene le Florentin ของเธอไปด้วย ในช่วงนั้นการแข่งขันการทำน้ำหอมมีสูงมาก การขโมยสูตรน้ำหอมกันถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งการขโมยสูตรน้ำหอมไปเพื่อผลิตีราและจำหน่ายเป็นของตัวเอง ซึ่งพระราชินี แคทเธอรีน เดอ เมดีชี ก็ทรงหวงสูตรทำน้ำหอมเช่นกันพระองค์ไม่อยากให้สูตรน้ำหอมส่วนพระองค์หลุดรอดไปจากพระราชวัง พระองค์ถึงขนาดสร้างห้องแลปในพระราชวังติดกันกับห้องของพระองค์และมีทางลับไปสู่ห้องแลบทำน้ำหอมอีกด้วย

ในยุคเรอเนซองส์นั้น น้ำหอมมีใช้ได้เฉพาะราชวงค์ ขุนนางชั้นสูง และหมู่คนรวยเท่านั้นที่จะซื้อความหรูหราแบบนี้ได้ และเมื่อมีการค้นพบว่าเมือง Grasse เป็นพื้นที่ที่สามารถปลูกดอกไม้และสมุนไพรไม้หอมได้เป็นอย่างดี ฝรั่งเศสก็ได้กลายเป็นผู้นำในด้านการผลิตน้ำหอมตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ครองตำแหน่งนี้มาจนกระทั่งปัจจุบัน สร้างผลกำไรจากอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างมหาศาล

กลไกการทำงานของน้ำปรุงหรือน้ำหอม

ผิวหนังของมนุษย์เรานับเป็นอวัยวะที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง โดยมีหน้าที่หลักในการป้องกันการลุกล้ำของเชื้อโรคและแบคทีเรีย ด้วยการสร้างให้ผิวหนังมีค่าความเป็นกรดเล็กน้อยคือมี PH 5.7 โดยประมาณ และทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายโดยการขับเหงื่อ ระเหยเหงื่อเพื่อให้ร่างกายเย็นลง และผิวหนังของเรายังมีต่อมไขมันอยู่มากมายเพื่อควบคุมความมัน และสร้างความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยคุณสมบัติของผิวนี่เองทำให้เมื่อน้ำหอมหรือน้ำปรุงสัมผัสกับผิวกาย ความเป็นกรด น้ำมัน เหงื่อ และอุณหภูมิจากผิวนี่เองจะเป็นส่วนผสมสุดท้ายของน้ำหอมที่จะแสดงถึงกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของบุคคลขึ้นมาอันเป็นกลิ่นหอมที่แท้จริงของแต่ละคน

ความเป็นกรดเล็กน้อย และน้ำมันจากผิว เป็นสาเหตุให้น้ำหอมส่งกลิ่นหอมแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล กรดจะทำปฏิกิริยากับส่วนผสมบางอย่างทำให้มีกลิ่นชัดขึ้นและผสมกับส่วนผสมอื่นๆอีกทำให้กลิ่นมีความกลมกลืนแสดงลักษณะเฉพาะบุคคลขึ้นมาอย่างชัดเจน น้ำมันจากผิวจะทำให้ส่วนผสมของน้ำหอมเด่นขึ้น เช่น น้ำมันไม้จันทน์จะส่งกลิ่นหวานยิ่งขึ้น และนานยิ่งขึ้น มัสจะทำให้กลิ่นแรงขึ้น พวกมอสก็จำให้มีกลิ่นดินมากขึ้น กลิ่นดอกไม้ก็เป็นออกไม้ยิ่งขึ้น พูดชัดๆก็คือผิวของเราจะสร้างให้น้ำหอมหรือน้ำปรุงส่งกลิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบุคคลไม่ซ้ำกัน แม้จะใส่น้ำหอมชนิดเดียวกันก็จะได้กลิ่นไม่เหมือนกันเมื่อน้ำหอมนั้นสัมผัสกับผิวหนังเราแล้ว

น้ำหอมเป็นสิ่งมหัศจรรย์บางชนิดถึงกับประกอบด้วยส่วนผสมต่างๆกันนับสิบชนิด แต่น้ำหอมบางอย่างก็ใช้ส่วนผสมเพียงแค่สองชนิดชนิดเท่านั้น เช่น  Zizanie ของ Fragonard มีส่วนผสมของไม้จันทน์หอมและพิมเสนเท่านั้น ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวทำให้กลายเป็นน้ำหอมสำหรับผู้ชายที่มีความปรานีตและลงตัวที่สุด ส่วนผสมต่างๆที่ใช้สำหรับทำน้ำหอมนั้นมีมากมายหลากหลายชนิด แต่ศิลปินผู้ผสมผสานกลิ่นต่างๆนั้นจะต้องมีความเข้าใจและรู้ถึงคุณลักษณะกลิ่นของวัตถุดิบนั้นๆอย่างดีจึงจะผสมผสานออกมาได้กลมกล่อมหอมละมุน กระตุ้นต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ได้รับกลิ่นสัมผัส โดยได้เปรียบเทียบการผสมน้ำหอมเหมือนกับการเล่นดนตรีในวงซิมโฟนี่ ซึ่งจะต้องบรรเลงเป็นเสียงสูง เสียงกลาง เสียงต่ำ ให้สอดประสานกันจึงออกมาเป็นความไพเราะ การผสมน้ำหอมก็เช่นกัน

น้ำมันหอมระเหยดอกไม้ไทย น้ำปรุงไทย
น้ำมันหอมระเหยดอกไม้ไทย สำหรับทำน้ำปรุงไทย

ส่วนผสมของน้ำหอมก็เปรียบเสมือนโน๊ตดนตรีเช่นกันโดยแบ่งออกเป็น 3 โน๊ตดังนี้ Top Note คือกลิ่นที่เราจะสามารถได้กลิ่นครั้งแรกพวกนี้ก็จะมีคุณสมบัติในการระเหยเร็วที่สุด เพียง 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมงเท่านั้น มักใช้สำหรับเปิดตัวเรียกความประทับใจในการสัมผัสครั้งแรก อันที่สองนี่เรียกว่า Middle Note หรือ  Heart Note อันเป็นหัวใจและเนื้อหาของน้ำหอมนี้ โดยจะแสดงกลิ่นตามหลังจากที่เปิดโน๊ตตัวแรกไปแล้ว ก็หมายถึงเนื้อหารสาระของน้ำหอมชนิดนั้นๆเลย ในกลุ่มนี้ก็จะเป็นพวกกลิ่นที่มีจุดระเหยต่ำกว่าอันแรก และอยู่ได้นานกว่า อาจมากกว่า 3-4 ชั่วโมง สุดท้ายเป็น Base Note เป็นพวกที่ระเหยช้าสุดจะเป็นกลิ่นที่เหลืออยู่สุดท้าย ติดร่างกายไปตลอด 24 ชั่วโมง การผสมผสานโน๊ตทั้ง 3 กลุ่มนี้ให้ลงตัวมันขึ้นอยู่กับการทดลอง การสร้างสรรค์ของศิลปินผู้ผสมน้ำหอม

การสะตุชมดเช็ด น้ำปรุงไทย
การสะตุชมดเช็ด สำหรับทำน้ำปรุงไทย

น้ำปรุงไทย น้ำหอมไทย มนต์ตราแห่งดอกไม้ไทย

การปรุงน้ำหอมแบบไทย มีหลักการไม่แตกต่างจากวิธีสากลที่ทำกัน โดยใช้กลิ่นของดอกไม้ไทยเป็นพวก Top Note และ Middle Note หรือ Heart Note ดอกไม้ที่นิยมนำมาทำน้ำปรุงไทยก็มีหลายชนิด เช่น กระดังงา กุหลาบ มะลิ การะเวก ดอกโมก พิกุล จันทน์กระพ้อ จำปี จำปา ดอกแก้ว ชมนาด ลำเจียก ลีลาวดี เป็นต้น ส่วน Base Note ใช้พวกพิมเสน กำยาน ชะมดเช็ด และผสมด้วยมัส ที่พิเศษของนำปรุงไทยคือ การทำตัวนำกลิ่น ซึ่งน้ำหอมโดยทั่วไปมักจะใช้แอลกอฮอล์อย่างเดียว

ใบเนียมใช้ทำ น้ำปรุงไทย
ใบเนียม ใช้ผสมในแอลกอฮอล์สำหรับการทำน้ำปรุงไทย

แต่น้ำปรุงของไทยมีความพิเศษที่การเตรียมสารนำกลิ่นโดยใช้ ใบเนียมซึ่งเป็นใบไม้ที่มีกลิ่นหอม (แต่ปัจจุบันหลายสำนักใช้ใบเตยเพราะหาง่ายราคาถูกและก็หอมเหมือนกัน) และผิวมะกูด นำไปแช่ในแอลกอฮอล์ ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน ใครใจร้อน 2 ชั่วโมงก็ใช้ได้ ก็จะได้สารนำกลิ่นที่ให้ทั้งสีและกลิ่นด้วย จากนั้นนำมากรองและนำไปเจือจางกับกลิ่นของน้ำหอมระเหยทั้ง 3 Notes ปกติก็เจือจางประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นให้นำไปบ่มไว้ในที่มืดประมาณ 2 สัปดาห์ ในช่วงที่บ่มไว้ให้หมั่นเปิดฝา เขย่า เพื่อไล่กลิ่นแอลกอฮอล์ออก ให้น้ำปรุงมีความหอมที่กลมกล่อม เมื่อได้เวลาก็นำมาแบ่งใส่ขวดเล็กๆ ให้หาเอาแบบคริสตอลสวยๆจะทำให้น้ำปรุงของเราดูเลอค่าขึ้นไปอีก
Designed by mrsiraphol / Freepik

ใส่ความเห็น